วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 8



ความรู้ที่ได้รับในวันนี้

การเขียนแบบฟอร์ม การกรอกแบบฟอร์ม

      คำว่า แบบฟอร์มเป็นคำไทยกับภาษาอังกฤษ เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยเว้นช่องว่างให้บุคคลแต่ละคนกรอกข้อความ เพื่อให้สะดวกแก่ผู้รวบรวมนำข้อความนั้นไปใช้ประโยชน์ แบบฟอร์มแบ่งเป็น 4 ประเภท

                1.แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แบบฟอร์มชนิดนี้หน่วยงานเป็นผู้จัดเตรียมขึ้น เพื่อให้สะดวก เช่น แบบฟอร์มสมัครเรียน แบบฟอร์มสมัครงาน เป็นต้น

                2.แบบฟอร์มที่ผู้อื่นขอความร่วมมือ กรอกแบบฟอร์มชนิดนี้ใช้เพื่อต้องการทราบข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและทรรศนะของประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างแบบสอบถามต่างๆ

                3.แบบฟอร์มที่ใช้ภายในองค์กร ชนิดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลากรภายในหน่วยงานของตนด้วยวิธีให้กรอกแบบฟอร์ม ชี้แจงเรื่องซึ่งมักให้รายละเอียด เช่น แบบฟอร์มใบลา แบบฟอร์มขอเงินกู้สวัสดิการ

                4.แบบฟอร์มสัญญา สัญญาในที่นี้หมายถึง เอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย เช่น สัญญาจะซื้อจะขายสินค้า สัญญากู้เงิน สัญญาเช่าบ้าน

จดหมายประเภทกิจธุระ

                จดหมายกิจธุระ  เป็นจดหมายที่บุคคลติดต่อกับบุคคลด้วยกิจธุระ เช่น การติดต่อสอบถาม การบอกขาย การเตือน การทวงถาม การแจ้งข่าวสาร แต่ถ้ามีการสั่งซื้อมีกำไรมีขาดทุนเรียก จดหมายธุรกิจ

                จดหมายเปิดผนึก เป็นจดหมายประเภทกิจธุระ เขียนเผยแพร่ ต่อสาธารณชน สื่อมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต

                จดหมายราชการ  จดหมายราชการหรือหนังสือราชการ เป็นจดหมายที่ติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนราชการหนึ่งกับอีกส่วนราชการหนึ่ง หรือการติดต่อสื่อสารในระหว่างกระทรวง ทบวง กรม กอง เดียวกัน  รวมทั้งติดต่อกับเอกชนต่างๆ

การเขียนประกาศ

                ประกาศ เป็นการสื่อสารใช้เผยแพร่ได้อย่างกว้างขว้าง คือให้บุคคลทุกระดับได้ทราบ ไม่ใช้ข้อความยาวๆหรือละเอียดซับซ้อน เพราะไม่ดึงดูดความสนใจผู้อ่าน

                ประกาศทางราชการ  มักมีข้อความที่ค่อนข้างยาว ละเอียด และเกี่ยวเนื่องกับตัวกฎหมาย โดยมีจุดประสงค์จะประกาศแจ้ง ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบและหวังผลในการปฏิบัติ ภาษาเป็นภาษาราชการ

การเขียนจดหมายธุรกิจ ประเภทจดหมายธุรกิจ

-จดหมายสมัครงาน จดหมายขอเปิดเครดิต

-จดหมายเสนอขายสินค้าหรือบริการ

-จดหมายสั่งซื้อสินค้าและตอบรับสินค้า

-จดหมายต่อว่าและปรับความเข้าใจ

-จดหมายเตือนหนี้และทวงหนี้

-จดหมายไมตรีจิต ขอบคุณ

  รูปแบบจดหมายธุรกิจ

1.จดหมายธุรกิจแบบราชการ รูปแบบเหมือนหนังสือราชการภายนอก  แต่ดัดแปลงรายละเอียดเล็กน้อยให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติ

2.จดหมายธุรกิจแบบไทย รูปแบบที่ดัดแปลงหรือผสมผสานจากหนังสือราชการภายนอกและจดหมายธุรกิจสากล

3.จดหมายธุรกิจแบบสากล ใช้รูปแบบการเขียนจดหมายธุรกิจของต่างประเทศที่นิยมใช้เป็นสากล แบบบล็อก และแบบเซมิบล็อก        

เขียนหัวข้อจดหมายธุรกิจ

-หัวจดหมาย ชื่อ ที่อยู่บริษัท

-วัน เดือน ปี มักระบุเป็นตัวเลข

-คำขึ้นต้นมักใช้คำว่าเรียน

-ข้อความ มักเขียน 2-3 ย่อหน้า ย่อหน้ามักกล่าวถึงเหตุ ย่อหน้าต่อมาคือสิ่งที่ประสงค์หรือสิ่งต้องการให้  

   ปฏิบัติ-คำลงท้ายมักใช้ ขอแสดงความนับถือ

-ลายเซ็นหรือลายมือของผู้ลงนามในจดหมาย

-ชื่อเต็มของผู้ลงนามในจดหมาย

-ตำแหน่งของผู้ลงนามในจดหมาย

-อักษรย่อของผู้ลงนามหรือผู้พิมพ์ นำพยัญชนะต้นของชื่อพยัญชนะต้นของนามสกุลมาย่อแล้วเขียนไว้

 

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

             -  แบบฟอร์มใบสมัครงานไม่ควรมี รอยลบ เพราะบ่งบอกถึงความไม่รอบคอบ    

            -  สำนักงานนายกรัฐมนตรี เป็นคนกำหนดสารบัญตามรูปแบบ

              -  คำว่าไอโฟน 5 ในการเขียนจดหมายราชการ ต้องเขียนเลข 5 เป็นตัวเลขไทย ส่วนคำว่า 3G เขียนเป็นตัวเลขอารบิก เพราะเป็นชื่อเฉพาะ

              -   การเขียนอะไรเกี่ยวกับตัวเลขควรมีตัวหนังสือกำกับเสมอ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

               -  บันทึกข้อความ ไม่จำเป็นต้องมี “ขอแสดงความนับถือ”

               - องค์การ ใหญ่กว่า องค์กร ซึ่งองค์การครอบคลุมทั้งหมด

ข้อเสนอแนะ

             สามารถนำความรู้ที่ได้รับในการเขียนจดหมายแต่ละประเภทไปใช้ในชีวิตประจำวันได้              

 

 

 

นางสาวขวัญจิรา    หอมหวล   รหัส 55113400209    ตอนเรียน D1

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่7


สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ในครั้งนี้

     การเขียนกวีนิพนธ์

    คือ เป็นบทร้อยกรองที่สร้างสรรค์ความงามด้วยตัวอักษร เสียง จังหวะ หรือท่วงทำนอง ทีถ้อยคำสื่อสารอันอาจเป็นสัญลักษณ์หรือการสร้างภาพพจน์ เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการได้อย่างสวยงาม

 การเขียนกวีนิพนธ์ มีดังนี้

1. คำสัมผัสคล้องจอง คือ พยางค์ที่คล้องจองด้วยเสียงของสระหรือเสียงของพยัญชนะ หากคล้องจองด้วยเสียงสระเรียกสัมผัสสระ

2. สัมผัสนอก สัมผัสใน

สัมผัสนอก คือ สัมผัสนอกวรรคและนอกบท เป็นสัมผผัสบังคับด้วยเสียงสระ
สัมผัสใน คือ สัมผัสในวรรคเดียวกัน ซึ่งมีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร

3. คำเสียงสูง (จัตวา) จะลงท้ายด้วยวรรครับ

4. คำไวพจน์ คือ คำที่มีความหมายอย่างเดียวกันหรือคำพ้องความหมาย และจะ

ลงท้ายด้วยเสียงจัตวา

5. คำเอก คำโท "มักใช้ในโคลงสี่สุภาพ" คือ เสียงเอก รูปเอก แต่หากไม่มีคำเอก ให้ใช้คำอื่นแทนแต่จะเรียกเอกโทษ หรือโทโทษ

    ร้อยกรองและหลักเกณฑ์ทั่วไป

  ร้อยกรอง มี 5 ชนิด คือ

โคลง

ฉันท์

กาพย์

กลอน

ร่าย

ร้อยกรองเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำประพันธ์

    คำคล้องจอง

                   เป็นคำที่ใช้สระเดียวกัน หรือ มีตัวสะกดมาตราเดียวกัน

    การแต่งกาพย์ยานี 11                                                                                          

         กาพย์ยานีเป็นบทร้อยกรองที่บังคับจำนวนคำ วรรค และสัมผัส เช่นเดียวกับการแต่งกลอนกาพย์ยานี 11 คือ คำประพันธ์หรือบทร้อบกรองที่มีบังคับเฉพาะจำนวนคำ คือ 11 คำ         

 

    ความรู้ใหม่
            - วรรณคดี จะต้องมีระยะเวลาที่ยาวนาน ทุกคนต้องยอมรับว่าดี ต้องประทับตรา
วรรณคดีสโมสร
            -  วรรณกรรม งานเขียนส่วนใหญ่จะเป็นวรรณกรรม  ยกเว้นหนังสือเรียน 


    ข้อเสนอแนะ
            อาจารย์สอนเรื่องการเขียนกวีนิพนธ์ ได้อย่างเข้าใจได้ง่ายขึ้น อาจารย์ก็จะมีคำถามต่างๆมาถาม เพื่อเป็นการวัดความรู้ความเข้าใจว่าเราเข้าใจเนื้อหามากน้อยเพียงใด โดยยกตัวอย่างสิ่งใกล้ตัว ทำให้เรียนแล้วสนุกและเข้าใจง่าย

 

นางสาวขวัญจิรา   หอมหวล  รหัสนักศึกษา 55113400209 ตอนเรียน D1

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

ขอให้ประเทศไทยสงบสุข


                                                  ขอให้ประเทศไทยสงบสุข

            ในสมัยก่อนประเทศไทยเป้นประเทศที่น่าอยู่มากเพราะประเทศเราเป็นสยามเมืองยิ้มมีอะไรก็จะคอยช่วยเหลือกัน มีน้ำใจต่อกันเสมอ แต่ปัจจุบันนี้เป็นช่วงที่แตกต่างกันมาก ถ้าให้เปรียบเทียบกับสมัยก่อนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
            ณ ตอนนี้เราจะเห็นความวุ่นวายความแตกแยก ซึ่งสาเหตุเกิดจากความเห็นต่างทางการเมือง จนเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกออกเป็น 2 ฝ่าย  ไม่มีใครยอมใคร ปลุกระดมให้ผู้คนเกลียดชังซึ่งกัน ทำให้หลายคนเกิดความคิดที่ต่างกัน ก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงดิฉันอยากให้คนไทยทุกคนสามัคคีกัน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก จะทำให้ประเทศชาติของเราสงบ ดิฉันขอยกตัวอย่างเพลงชาติในท่อนหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นถึงการรักชาติ "ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง"  บรรพบุรุษของเราชาวไทยทั้งหลายร่วมกันต่อสู้มา เพื่อรักษาเอกราชความเป็นไทยเอาไว้ โดยไม่หวังผลประโยชน์ แล้วเราละอายใจหรอ เพลงที่เราฟัง สอนให้เรารักกัน แต่เรากลับมานั่งทะเลาะและทำร้ายบ้านเมืองของเราเอง เราควรที่จะใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจ ไม่ลำเอียง รับฟังเหตุผลทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อเท็จจริงและเราก็คิดและตั้งสติไม่ใช่ใช้แต่กำลังในการแก้ปัญหา
            สุดท้ายนี้ขอให้เราคนไทยรักกัน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ทำให้เหมือนสมัยก่อนแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นและขอยกตังอย่างเพลงที่แสดงถึงความรักกันของคนไทย

เพลง ขอความสุข..คืนกลับมา

เราเคยมีรอยยิ้ม ยิ้มให้กันยังจำได้ไหม
เจอคนไทยที่ไหน ก็ยิ้มให้กัน
เราเคยมีน้ำใจ บ้านเราเหมือนเมืองในฝัน
อยู่ตรงไหนสุขใจทั้งนั้น บ้านคนไทย

จนไม่นานมานี้ เหมือนมีลมแห่งความขัดแย้ง
คอยพัดความแห้งแล้ง เข้ากลางใจ
ลมยังคงพัดพา ความสุขและความสดใส
กับรอยยิ้มจากใจคนไทย ไม่มีเหลือ

ขอความสุข ของเราจงคืนกลับมา
ขอความสุข รอยยิ้มที่เคยเหลือเฟือ
คืนน้ำใจที่แน่นหนัก คืนความรักที่จุนเจือ
กลับมาเป็น เมืองไทยสงบดังเดิม

ลองมองดูดอกไม้ หลายพงศ์พันธุ์ตระการต่างสี
ในสวนเดียวกันนี้ คละเคล้าไป
มันจึงดูงดงาม เพราะความที่ต่างความหมาย
ต่างก็สวยแตกต่างกันไป ไม่เดียดฉันท์

ขอความสุข ของเราจงคืนกลับมา
ขอความสุข รอยยิ้มที่เคยเหลือเฟือ
คืนน้ำใจที่แน่นหนัก คืนความรักที่จุนเจือ
กลับมาเป็น เมืองไทยสงบดังเดิม

เรายังมีหนทาง ถ้าเราต่างยังมีน้ำใจ
ยังคงไม่สายหากเริ่มวันนี้
เราจะผ่านเรื่องราว ที่มันบาดใจไปด้วยดี
ยังมีความหวังกลับมาสดใส

ขอความสุข ของเราจงคืนกลับมา (คืนกลับมา)
ขอความสุข รอยยิ้มที่เคยเหลือเฟือ
คืนน้ำใจที่แน่นหนัก คืนความรักที่จุนเจือ
กลับมาเป็น เมืองไทยสงบดังเดิม

ขอความสุข ของเราจงคืนกลับมา (คืนกลับมา)
ขอความสุข รอยยิ้มที่เคยเหลือเฟือ
คืนน้ำใจที่แน่นหนัก คืนความรักที่จุนเจือ
กลับมาเป็น เมืองไทยสงบดังเดิม

ขอความสุข ของเราจงคืนกลับมา (คืนกลับมา)
ขอความสุข รอยยิ้มที่เคยเหลือเฟือ (ที่เคยเหลือเฟือ)
คืนน้ำใจที่แน่นหนัก คืนความรักที่จุนเจือ
กลับมาเป็น เมืองไทยสงบดังเดิม

ขอความสุข (ขอความสุข) ของเราจงคืนกลับมา
ขอความสุข รอยยิ้มที่เคยเหลือเฟือ (ที่เคยเหลือเฟือ)
คืนน้ำใจที่แน่นหนัก คืนความรักที่จุนเจือ
กลับมาเป็น เมืองไทยสงบดังเดิม

กลับมาเป็น เมืองไทยสงบดังเดิม
กลับมาเป็น เมืองไทยสงบดังเดิม

...อ้างอิง http://sz4m.com/t4951

 


นางสาวขวัญจิรา หอมหวล รหัสนักศึกษา 5511340020ตอนเรียน D1

 

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 6


สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้
ความงามของภาษา หมายถึง ความสละสลวยไพเราะของภาษาอันเนื่องมาจากการใช้ ศิลปะการประพันธ์และโวหารภาพพจน์
  โวหาร   หมายถึง  กลวิธีในการใช้ภาษาด้วยการเลือกถ้อยคำมาเรียบเรียงในการเขียนเรื่องราวต่างๆหรือพูดให้มีความสละสลวย เหมาะสม ชัดเจน
  ประเภทโวหาร 
1.บรรยายโวหาร บอกเล่าเรื่องราวอย่างแจ่มแจ้ง ไม่มุ่งเน้นเห็นภาพ
2.พรรณาโวหาร บรรยายเรื่องราวละเอียด โดยแทรกอารมณ์ และภาพพจน์ให้คล้อยตาม มุ่งเน้นเห็นภาพ  มากกว่าเห็นเรื่องราว
3.เทศนาโวหาร กระบวนการเขียนแบบแนะนำสั่งสอน
4.อุปมาโวหาร เป็นการเปรียบเทียบ
5.สาธกโวหาร ยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้ชัดเจน
  ภาพพจน์  หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงเป็นสำนวนที่ไม่กล่าวตรงไปตรงมา แต่ทำให้เกิดภาพและถ่ายทอดอารมณ์อย่างกว้างขว้าง
  ประเภทภาพพจน์ 
1.อุปมา คือการเปรียบเหมือน
2.อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเป็น
3.อภิพจน์ คือการกล่าวเกินจริง
4.อวพจน์ คือ กล่าวน้อยกว่าความเป็นจริง
5.สัญลักษณ์ คือ การเรียกสิ่งหนึ่งแทนสิ่งหนึ่ง
6.นามนัย คือ คล้ายๆกับสัญลักษณ์แต่ต่างกันตรงที่เอาลักษณะบางส่วนของสิ่งนั้นมากล่าวให้ หมายถึงส่วนทั้งหมด
7.สัทพจน์ คือ คำเลียนเสียงธรรมชาติ
 8.บุคลาธิษฐานหรือบุคคลวัต คือ สิ่งไม่มีชีวิตเลียนแบบการกระทำของคน
9.ปฏิพจน์หรือปฏิภาคพจน์ คือ คำขัดแย้งกันนำมาเข้าคู่กันได้อย่างกลมกลืน

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
       คำว่า ภาพพจน์คือ คำที่ก่อให้เกิดภาพขึ้นมา อย่างภาพพจน์ในเรื่องของสัญลักษณ์ สัญลักษณ์หงส์ในประเทศจีนหงส์คือผู้หญิง แต่สัญลักษณ์หงส์ในประเทศไทยคือคนชนชั้นสูง

ข้อเสนอแนะ
      วันนี้เรียนสนุกมากค่ะ มีการยกตัวอย่างแบบใกล้ตัว และสิ่งที่คุ้นหู ทำให้เราสามารถเข้าใจความความได้ง่ายขึ้น

 

นางสาวขวัญจิรา  หอมหวล  รหัส 55113400209 ตอนเรียน D1